ระชุมติดตามการขับเคลื่อนโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดในพื้นที่ จังหวัดชัยภูมิ
กรมอนามัย พร้อมให้ข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์สำหรับคุณ
|
ประชุมติดตามการขับเคลื่อนโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก เพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดในพื้นที่ จังหวัดชัยภูมิ
|

วันนี้ (9 ตุลาคม 2568) นายบัลลังก์ ไวทย์ศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดในพระราชูปถัมภ์ฯ ในการเข้าร่วมจัดประชุมติดตามการขับเคลื่อนโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนด ณ ห้องพญาแล 1 ชั้น 5 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ
โดยมี นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวทักทาย และชี้แจงวัตถุประสงค์การประชุมเพื่อเป็นการติดตามการเตรียมความพร้อมเพื่อการขับเคลื่อนโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดในพื้นที่ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นการทำงานที่ต่อเนื่องภายหลังที่จังหวัดนำร่อง ได้เข้าร่วมการประชุม “ครู ก” ที่ผ่านมา
โดยมีนายแพทย์ยุทธนา สุริยะ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ นายแพทย์สุกิจ พรหมรับ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลชัยภูมิ บุคลากรศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมาสำนักส่งเสริมสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ โรงพยาบาลชัยภูมิ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม จำนวน 90 ท่าน
ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก
- ศ.คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ธราธิป โคละทัต ผู้จัดการโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ
- แพทย์หญิงทิพา ไกรลาศ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ
- นายแพทย์นุกูล ปุ๋ยสูงเนิน รองผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา
ให้ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานให้เชื่อมโยงและบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่
การประชุมวันนี้มีการนำเสนอสถานการณ์ภาวะคลอดก่อนกำหนด พร้อมแผนการขับเคลื่อนโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วยผลการขับเคลื่อนโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดที่ผ่านมา และแผนการดำเนินงานในอนาคตของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับความกรุณาจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และท่านนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิที่จะมาให้ข้อเสนอแนะต่อการจัดทำแผนการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย โดยเป้าหมายสำคัญคือการลดภาวะคลอดก่อนกำหนดไม่เกินร้อยละ 8 ตามที่กำหนด ในพื้นที่ต่อไป