http://www.anamai.moph.go.th/soongwai งานส่งเสริมสุขภาพ สูงวัยใส่ใจสุขภาพ โรคร้ายของวัยตกกระ เครือข่ายผู้สูงอายุ ติดต่อเรา

การเปลี่ยนแปลงทางด้าน
ร่างกายจิตใจ อารมณ์
และสังคม
ปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ
ความต้องการของผู้สูงอายุ
การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัย
สูงอายุ
ศาสนากับผู้สูงอายุ

การส่งเสริมสุขภาพและการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ
อาหาร
อากาศ
ออกกำลังกาย
อุจจาระ
อนามัย
อุบัติเหตุ
อารมณ์
อดิเรก
อบอุ่น
อนาคต


บทความวิชาการ
งานวิจัยและพัฒนา
ศูนย์ข่าวดอกลำดวน
สูงวัยสนทนา
อ้างอิง'
Download



อุจจาระ

อาหารที่เรากินไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดไหน และมีคุณสมบัติดีเพียงใด ล้วนมีความสำคัญต่อชีวิต อาหารที่มีคุณค่านั้น นอกจากจะไปทำหน้าที่ในการซ่อมแซมเซล และเนื้อเยื่อเพื่อทำให้เราดำรงชีวิตอยู่เป็นปกติแล้ว ยังคงเป็นอาหารที่มีส่วนเหลือจากการย่อยแล้ว สามารถขับออกไปนอกร่างกายได้โดยง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารเกิดอาการบูดเน่าเสีย อยู่ในร่างกาย เมื่อใดที่อุจจาระคั่งค้างในร่างกาย หรือเกิดอาการท้องผูก ก็จะมีผลต่อระบบการทำงานของระบบอื่น ๆ ในร่างกาย
การขับถ่ายของเสียหรืออุจจาระ มีความสำคัญมาก ๆ พอกับการย่อยอาหาร และการนำสารอาหารไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อเมื่อใดอาหารคั่งค้างในลำไส้ใหญ่ และไม่ถูกขับออกมาจากร่างกาย ก็เกิดการบูดเน่า และดูดซึมสารพิษทีเกิดจากการเน่าเสียของอาหาร กลับไปสู่ร่างกาย ยิ่งครั่งค้างนานเท่าใด ก็ได้รับสารพิษเพิ่มขึ้นเท่านั้น ร่างกายก็จะได้รับสารพิษ ไม่สบายมีอาการต่าง ๆ ด้านร่างกาย เช่น อืดอัด หายใจไม่สะดวก เป็นแผลร้อนใน ฯลฯ
อาหารที่มีผลต่อระบบการย่อยอาหารที่สมบูรณ์ คืออาหารที่มีเส้นใย หรือกากอาหารที่เหลือจากการรับประทาน เมื่อเส้นใยผ่านลำใส้เล็กก็จะดึงก็จะดูดซับสิ่งสำคัญต่อร่างกาย ที่เหลือจะส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้ หรือเหลือจากการย่อย ความหยาบของเส้นใยในกากอาหาร จะทำหน้าที่เหมือนไม้กวาดทำความสะอาดลำไส้

อาการท้องผูก คือภาวะที่การเคลื่อนไหวของอุจจาระ เป็นไปด้วยความยากลำบาก หรือเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้ไม่มีการถ่ายอุจจาระตามปกติ หรือการมีอุจจาระค้างอยู่ในล้ำไส้ใหญ่ มีอาการถ่ายลำบากเวลาถ่ายใช้เวลาเบ่งมาก ถึงแม้ถ่ายทุกวัน อุจจาระแข็งจับตัวเป็นก้อน หรือถ่ายแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าถ่ายไม่หมด หรือถ่ายไม่สุด หรือปวดท้องอยากถ่าย หรือเบ่งอยู่ตลอดเวลา และอาจกล่าวได้ว่าถ้าถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้ง/อาทิตย์ ถือว่าท้องผูก แต่ถ้าถ่านอุจจาระสะดวก คืออุจจาระนิ่ม ๆ แต่ถ่ายวันเว้นวัน ถือว่าปกติ อาการท้องผูกพบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งนิสัยการถ่ายอุจจาระจะไม่เหมือนกันในแต่ละคน และอาจจะแตกต่างกันในแต่ละเวลาในคนคนเดียวกันได้
อาการท้องผูกเพียงเล็กน้อย จะรู้สึกอึดอัด ท้องอืด แต่ถ้าเป็นมากและเวลายาวนาน อาจนำไปสู่การอุดตันของลำไส้ จากการที่อุจจาระจับตัวเป็นก้อนแข็ง จะมีปัญหาในการขับถ่าย เวลาถ่ายมีเลือดผสม หรืออาจต้องใช้เครื่องมือสวนออก และจะมีผลทำให้กลัวการถ่ายอุจาระ และมีผลต่อเนื่องในระยะยาวต่อไป ดังนั้นจะเป็นการดีถ้าฝึกการขับถ่านเป็นนิสัยสม่ำเสมอทุก ๆ วัน


สาเหตุของท้องผูก
  1. อาหารที่กินมีกายใยไม่เพียงพอ ไม่มีมวลมกพอ ประเภทของอาหารที่ทำให้ท้องผูก เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม เพราะคาเฟอีน และแทนนิลที่มีอยู่ในเครื่องดื่มดังกล่าว ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้าลง ทำให้เกิดท้องผูก คาเฟอีนยังระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะ ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร
  2. ความเฉื่อยชา การไม่ออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อของลำไส้ไม่ทำงาน การไหลเวียนของเลือดในส่วนของลำตัวลงไปหาส่วนล่าง กล้ามเนื้อลำไส้จึงขาดความกระปรี้กระเปร่า
  3. การใช้ยาระบายเป็นประจำ ยาระบายก็ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผนัง และกล้ามเนื้อของสำไส้ใหญ่
    ยาระบายจะส่งน้ำออกจากผนังลำไส้เข้ามาปนกับอุจจาระนิ่ม การใช้ยาระบาย จึงทำให้ร่างกายเสียน้ำไปส่วนหนึ่ง และยังกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวและถ่ายอุจจาระออกมา
  4. ความเครียด เมื่อเกิดความเครียดจะมีฮอร์โมนน้อย แครีนาลิน หลั่งออกมาไม่หยุด ทำให้ร่างกายตื่นตัว ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะภายในได้น้อยลง กล้ามเนื้อในลำไส้ก็ทำงานน้อยลงทำให้ท้องอืด และท้องผูกได้ในที่สุด
  5. กลั้นอุจจาระเป็นนิสัย
  6. สาเหตุอื่น ๆ เช่น การตั้งครรภ์ โรคบางชนิด กินน้ำน้อย กินยาบางชนิด

การป้องกันและแก้ไข
1. กินอาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ ทุกวัน ได้แก่ ผักสด ผลไม้สด ข้าวซ้อมมือ รำข้าว 1 - 2 ช้อนโต๊ะ ชงน้ำกินกินระหว่างมื้อ ลูกพรุน ลูกเกด กากน้ำตาลโมลาส น้ำมันมะกอก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น วิ่ง เดิน ว่ายน้ำ กายบริหารพยายามลุกขึ้นทำวันลพ 2 ครั้ง เช้า - เย็น ครั้งละ 20 - 30 นาที หากไม่เคยทำ เริ่มจาก 5 - 10 นาทีก่อน การออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้อง วิธีนี้จะเป็นการกระตุ้นลำไส้โดยอัตโนมัติ เช่น ขณะตื้นนอนตอนเช้า ให้นอนหงายโดยใช้ปลายเท้าขัดกับของเตียง และยกตัวขึ้นนั่ง และลดตัวลงนอน โดยใช้มือช่วยยัน ทำเช่นนี้หลาย ๆ ครั้ง
3. เปลี่ยนนิสัยการกินอาหาร อย่ากินอาหารขณะเครียด อย่ากินอาหารคำน้ำคำ
4. เข้าส้วมทันทีเมื่อรู้สึกอยากถ่าย จะเป็นการหัดลำไส้ให้มีพฤติกรรมอัตโนมัติ ถ้ามีนิสัยขี้เกียจไม่ไปเข้าห้องน้ำทันที จะนำไปสู่ภาวะท้องผูกในที่สุด
5. ดื่มน้ำมาก ๆ วันละ 4 - 8 แก้ว เพิ่มจำนวนมากขึ้นถ้าเสียเหงื่อมากกว่าปกติ เช่น อากาศร้อน หรืออกกำลังกาย ถ้าท้องผูกมากต้องดื่มน้ำ 1 แก้ว ทุกชั่วโมง
6. การฝึกหัดนั่งส้วม เป็นการฝึกหัดการทำงานของลำไส้ และการขับถ่ายอย่างต่อเนื่อง เช่น หัดนั่งถ่ายอุจจาระในเวลาเดิมทุกวัน เช่นเวลาเช้าหลังตื่นนอน หรือหลังอาหารเย็น การขับถ่ายอุจจาระวันละครั้งหรือ2 ครั้ง ถือเป็นเรื่องปกติแต่ความสำคัญควรขับถ่ายสม่ำเสมอ
7. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาระบาย การใช้ยาระบายจะทำให้กลไกลการเคลื่อนไหวของลำไส้อัตโนมัติเสียไป ถ้าไม่ได้รับยาลำไส้จะไม่ทำงานทำให้เกิดอาการท้องผูก
8. พยายามละเว้นยาที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก เช่น ยาโคเคอีน และยาลดกรดบางชนิด


ข้อห้าม
ในระหว่างท้องผูก การขับถ่ายไม่ปกติห้ามกินอาหารเหล่านี้
1. อาหารที่มีแป้งมาก เช่น ขนมกรุปกรอบ บะหมี่สำเร็จรูป
2. อาหารรสจัด เผ็ดจัด เค็มจัด
3. ชา กาแฟ สุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
4. อาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด เช่น ขนมหวาน น้ำอัดลม

อาหารเสริมสำหรับคนท้องผูก
1. รำข้าว 1 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ 1 - 2 แก้ว ดื่มก่อนนอน
2. บรูเวอรี่ยีสต์
3. น้ำมันตับปลา กินวันละ 2 ครั้ง ๆ ละ 3 เม็ด
4. กระเทียม นมเปรี้ยว
5. น้ำว่านหางจระเข้ ดื่มครั้งละ 50 ซีซี วันละ 3 ครั้ง
6. น้ำมะขามเติมน้ำผึ่งวันละ 1 - 2 แก้ว
7. ไวตามินบีรวม และไวตามินอี